ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) เปิดเผยว่า ระดับกัมมันตรังสีในเขตหวงห้าม ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลที่ยูเครน ยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย หลังกองทัพรัสเซียเข้าควบคุมนานหลายสัปดาห์ และถอนกำลังออกจากพื้นที่ เมื่อปลายเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา

นายราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการไอเออีเอ นำทีมลงพื้นที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล เมื่อต้นสัปดาห์นี้ เพื่อส่งมอบอุปกรณ์ ดำเนินการประเมินทางรังสีวิทยา และฟื้นฟูระบบเฝ้าติดตามการป้องกัน

หลังจากนั้น กรอสซีกลับมาแถลงข่าวที่กรุงเวียนนา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ว่าคณะทำงานของไอเออีเอ ได้วัดระดับกัมมันตรังสีบริเวณเขตหวงห้ามของเชอร์โนบิล ซึ่งคาดว่ากองทัพรัสเซียได้เข้าไปขุดค้นพื้นที่บางส่วน และพบระดับกัมมันตรังสีในพื้นที่ขุดค้น อยู่ที่ 6.5 มิลลิซีเวิร์ตต่อปี สูงกว่าตัวเลข 1.6 มิลลิซีเวิร์ตต่อปี ในบริเวณถนนใกล้เคียง ทว่ายังต่ำกว่าขีดจำกัดที่กำหนดไว้ คือ 20 มิลลิซีเวิร์ต ซึ่งถือว่าปลอดภัยสำหรับคนงานที่สัมผัสกับกัมมันตรังสีในพื้นที่

ขณะเดียวกัน กรอสซีกล่าวด้วยว่า แม้ระดับกัมมันตรังสีจะเพิ่มขึ้น แต่ยังต่ำกว่าระดับที่ได้รับอนุญาต สำหรับคนงานในสภาพแวดล้อมที่ต้องพบเจอรังสีประเภทนี้อย่างมีนัยสำคัญ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ของไอเออีเอ กำลังเร่งซ่อมแซมระบบเฝ้าติดตามการป้องกันของโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลด้วย

ทั้งนี้ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเคียฟไปทางเหนือ ประมาณ 110 กิโลเมตร เคยประสบอุบัติเหตุนิวเคลียร์ ครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2529 ด้านกองทัพรัสเซียเข้าควบคุมโรงไฟฟ้าแห่งนี้นาน 5 สัปดาห์ ก่อนถอนกำลังออกไป เมื่อวันที่ 31 มี.ค. ที่ผ่านมา

นอกจากนั้น กรอสซียังแสดงความกังวล เกี่ยวกับสถานการณ์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซีย (Zaporizhzhia) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่สุดของยูเครนและทวีปยุโรป และยังอยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซีย โดยกรอสซีกล่าวว่า เขาได้มีโอกาสพูดคุยกับทั้งทางการยูเครนและรัสเซีย เพื่อขอรับรองความปลอดภัยของโรงไฟฟ้าแห่งนี้ด้วย